วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

วิธีการปลูกสตอเบอรี่

วิธีการปลูกสตอเบอรี่
ลักษณะทั่วไป วิธีการปลูกสตอเบอรี่
สตรอเบอรี่จัดเป็นพืชหลายปี แต่โดยทั่วไปจะปลูกปีเดียวแล้วจะมีการปลูกใหม่ในปีถัดไป ลักษณะการเจริญเติบโตจะแตกกอเป็นพุ่มเตี้ย สูงจากพื้นดิน 6 - 8 นิ้ว ทรงพุ่มกว้าง 8 -12 นิ้ว ระบบรากส่วนใหญ่อยู่ระดับลึกประมาณ 12 นิ้วจากผิวดิน ลำต้นปกติยาว 1 นิ้ว ความยาวของก้านใบขึ้นกับพันธุ์ ขอบใบหยัก ใบส่วนใหญ่ประกอบด้วย 3 ใบย่อย ตาที่โคนของก้านใบจะพัฒนาเป็นตาดอก ลำต้นสาขา ไหล หรือพักตัว โดยขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
ดอกจะออกเป็นช่อ มีกลีบรองดอกสีเขียว กลีบดอกสีขาวหรือชมพู เกสรตัวผู้สีเหลืองและเกสรตัวเมียเรียงอยู่บนฐานรองดอก ซึ่งฐานรองดอกนี้จะพัฒนาเป็นเนื้อของผล ส่วนเมล็ดอยู่ติดกับผิวนอกของผล ผลมีหลายรูปทรง เช่น ทรงกลม ทรงกลมแป้น ทรงกลมปลายแหลม ทรงแหลม ทรงแหลมยาว ทรงลิ่มยาว และทรงลิ่มสั้น มีหลายขนาดขี้นอยู่กับพันธุ์ ผลจะมีสีเขียวในระยะแรก และค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีขาว เมื่อผลแก่จะเปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม รสเปรี้ยวอมหวาน กลิ่นหอมน่ารับประทาน


ลักษณะดอก

ลักษณะการปลูก

ลักษณะการปลูก

สภาพดินฟ้าอากาศสตอเบอรี่
ดินที่ปลูกสตรอเบอรี่ควรเป็นดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำดี ถ้าน้ำขังจะทำให้รากเน่า ดินควรมีความเป็นกรดเล็กน้อย ค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ( PH ) อยู่ระหว่าง 5..5 - 6..5 สภาพอากาศหนาวเย็นหรือฤดูหนาวที่มีอุณหภูมิ 13 - 15 องศาเซลเชียล สตรอเบอรี่จะเริ่มสร้างตาดอก รวมทั้งในสภาพวันสั้นกว่า 12 ชั่วโมง สำหรับพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำตอนกลางคืนเป็นเวลาค่อนข้างยาวนาน หลังจากปลูกต้นสตรอเบอรี่ลงแปลงแล้ว จะทำให้มีความต่อเนื่องของการออกดอกชุดต่อๆมามากขึ้น

พันธุ์สตอเบอรี่
พันธุ์สตรอเบอรี่ มีความแตกต่างกันมากในการตอบสนองต่ออุณหภูมิ และช่วงแสงของวันในการสร้างตาดอก ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภท

ประเภทที่ต้องการอุณหภูมิต่ำ ความยาวของวันสั้นกว่า 11 ชั่วโมง (ชั่วโมงกลางวัน) ซึ่งในประเทศไทยปลูกบนที่สูง ได้แก่ พันธุ์พระราชทานเบอร์16 พัยธุ์พระราชทานเบอร์70 เบอร์35 และเนียวโฮ เป็นต้น เรียกว่า Junebearing cultiverประเภทที่ต้องการช่วงแสงของวันยาวเกิน 12 ชั่วโมงขึ้นไป ส่วนใหญ่ปลูกนอกฤดู ได้แก่ พันธุ์เจนีวา โอซาค บิวตี้ เรียกว่า Everbearing cultivarประเภทที่ออกดอกได้ทั้งสภาพวันสั้นและสภาพวันยาว แต่มีปัญหา เรื่องการผลิตไหลได้น้อย ได้แก่ พันธุ์เซลวา ทริบิวเต้ และทริสตาร์ เป็นต้น เรียกว่า Dayneutral cultiver

พันธุ์ที่ใช้ในปัจจุบัน ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน เบอร์ 16, 20, 50, 70 เนียวโฮ แลัเซลวา เป็นต้น ซึ่งแต่ละพันธุ์มีลักษณะที่แตกต่างกัน สำหรับการผลิตเป็นการค้านั้น จะผลิตเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ ในลักษณะของผลรับประทานสดและผลผลิตเพื่อส่งโรงงานแปรรูป

พันธุ์เพื่อการบริโภคสด ได้แก่ พันธุ์พระราชทานเบอร์ 70 เบอร์50 และเบอร์20 เป็นต้น
พันธุ์เพื่อการแปรรูป ได้แก่ พันธุ์พระราชทานเบอร์16 และเซลวา


การขยายพันธุ์สตอเบอรี่
การขยายพันธุ์สตรอเบอรี่ ทำได้หลายวิธีโดยขึ้นกับวัตถุประสงค์และลักษณะประจำพันธุ์ ได้แก่

การใช้ไหล ขยายต้นไหลจากพันธุ์ที่สามารถให้ไหลได้ดี
การแยกต้น แยกต้นจากพันธุ์ที่ออกไหลไม่ดี ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพวกพันธุ์ป่า
การใช้เมล็ด ใช้ในกรณีที่มีการผสมพันธุ์เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่เกิดขึ้น
การเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ เป็นขบวนการผลิตต้นไหลที่ปลอดโรค และสามารถขยายพันธุ์ให้มีปริมาณต้นไหลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
การขยายพันธุ์ที่นิยมปฎิบัติจะใช้ตาที่เจริญเติบโตมาจากต้นแม่ตรง ซอกของก้านใบ ซึ่งเรียกว่า ไหล โดยใช้ไหลจากต้นแม่ที่ปลอดโรคจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาปลูกเป็นต้นใหม่ ต้นไหลที่จะนำมาปลูกควรมีขนาดพอเหมาะ ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป การใช้ต้นไหลที่ผ่านการเกิดตาดอกบนพื้นที่สูงมาแล้ว จะทำให้ผลผลิตเร็วและมีช่วงการเก็บเกี่ยวยาวนานขึ้น



การปลูกและการดูแลรักษาสตอเบอรี่
การปลูกสตรอเบอรี่ มี 2 ช่วงที่สำคัญ คือ การปลูกเพื่อการเก็บเกี่ยวผลผลิต และการปลูกเพื่อผลิตต้นไหล

การปลูกเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตสตอเบอรี่
ควรปลูกในเดือนกันยายน - กลางเดือนตุลาคม โดยใช้ส่วนที่เรียกว่า ต้นไหลมาปลูก


การเตรียมแปลงปลูกสตอเบอรี่
ในการเตรียมดิน ควรใส่ปูนขาวในอัตรา 60 - 80 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อปรับสภาพดินพร้อมการไถดะ ไถแปร และผึ่งดินไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดวัชพืชและศัตรูพืช หลังจากนั้นหว่านปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกให้ทั่วแปลงในอัตรา 2 - 2.5 ตัน/ไร่ พร้อมการไถพรวน เตรียมแปลงปลูกแบบยกร่องให้ฐานแปลงกว้าง 75 เซนติเมตร สูงประมาณ 20 - 30 เซนติเมตร และมีสันแปลงเหลือกว้างประมาณ 50 เซนติเมตร เว้นทางเดินระหว่างแปลงไว้ประมาณ 30 เซนติเมตร

วัสดุคลุมแปลงสตอเบอรี่
เพื่อช่วยรักษาความชื้นของดินในแปลงปลูก และช่วยในการควบคุมวัชพืชบนแปลง รวมทั้งป้องกันไม่ให้ผลสตรอเบอรี่เกิดการเสียหายเนื่องจากสัมผัสกับดิน ให้ใช้วัสดุคลุมแปลงซี่งได้แก่ ฟางข้าว ใบหญ้าคา พลาสติก ใบตองเหียงหรือใบตองตึง คลุมแปลงปลูก ซึ่งวัสดุคลุมแปลงแต่ละชนิดก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน เช่น

ฟางข้าว หาง่ายในท้องถิ่น ราคาถูก แต่มักจะเน่าสลายตัวได้เร็ว ต้องใส่ฟางเพิ่มเติมหลังปลูก และพบบ่อยๆว่าทำให้ผลสตรอเบอรี่เสียหาย เน่าช้ำง่าย เมื่อเศษฟางหลงติดไปกับผลสตรอเบอรี่หลังการเก็บเกี่ยว ทำความสะอาดยาก เป็นปัญหากับผู้ส่งออก

พลาสติก ได้มีการทดลองใช้พลาสติกสีดำเป็นวัสดุคลุมดินปรากฎว่า มีผลเสียแก่การปลูกสตรอเบอรี่หลายประการ เช่น พลาสติกมีราคาแพง ทำให้ต้นทุนสูง ทำให้อุณหภูมิดินใต้พลาสติกสูง เป็นอันตรายต่อระบบราก และผลสตรอเบอรี่ที่แนบติดกับพลาสติกที่ร้อนจัดจะเสียหายเป็นรอยตำหนิ ถ้าหากใช้พลาสติกสีขาวขุ่นปรากฎว่าไม่สามารถลดปัญหาวัชพืชได้ เป็นต้น

วัสดุคลุมดินโดยทั่วไปนิยมใช้ใบตองตึงหรือใบตองเหียงที่ทำเป็นตับ (ไพ) เช่นเดียวกันกับที่ใช้มุงหลังคา ซึ่งแต่ละตับจะยาวประมาณ 1 เมตร มาคลุมทั้งสองด้าน และด้านบนของแปลงชิดกับต้นที่ปลูกเป็นแถว จะมีที่ว่างระหว่างต้นสำหรับให้น้ำและปุ๋ยได้ แล้วใช้ไม้ไผ่ตอกประกับตามแนวยาวเพื่อยึดใบตองตึงกับพื้นดิน

ระยะปลูกสตอเบอรี่
สำหรับระยะที่ใช้ปลูกจะใช้ระยะปลูกระหว่างแถว 30 - 40 เซนติเมตร ระหว่างต้น 25 - 30 เซนติเมตร ปลูกแบบสลับฟันปลา โดยทั่วไปจะใช้ต้นไหลสำหรับปลูกประมาณ 8,000 ต้น (ในกรณีปลูกในพื้นที่นาที่ยังคงสภาพคันนา) ถึง 10,000 ต้น/พื้นที่ 1 ไร่

วิธีการปลูกสตอเบอรี่
ปลูกโดยขุดหลุมทะลุผ่านวัสดุคลุมดินให้พอดีกับขนาดของต้นไม่ลึกเกินไป แล้วรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกประมาณ 30 กรัม/ต้น โดยผสมคลุกเคล้าให้เข้ากับดิน ไม่ควรใส่ปุ๋ยเคมีตอนปลูกใหม่ เพราะอาจทำให้ระบบรากเสียหายและต้นตายได้ การปลูกต้นไหลนั้นระดับรอยต่อของรากและลำต้นจะต้องพอดีกับระดับของผิวดิน ไม่ปลูกลึกหรือตื้นเกินไป ถ้าปลูกลึก คือ ส่วนลำต้นจมอยู่ต่ำกว่าผิวดิน หากเชื้อโรคเข้าทางยอดของลำต้นจะทำให้ยอดเน่า ต้นเจริญเติบโตช้าและอาจถึงตายได้ ถ้าปลูกตื้น คือ ปลูกต้นไหลแล้วรากลอยขึ้นมาเหนือผิวดิน ทำให้รากถูกอากาศและแห้ง ต้นเจริญเติบโตช้า ไม่สมบูรณ์ และอาจเป็นสาเหตุให้ต้นตายได้เช่นกัน การปลูกควรให้ขั้วไหลด้านที่เจริญมาจากต้นแม่หันเข้ากลางแปลง เพื่อที่จะให้ผลสตรอเบอรี่ที่ผลิตออกมาอยู่ด้านนอกของแปลงได้รับแสงแดดเต็มที่ ทำให้รสชาติดี สะดวกในการเก็บเกี่ยวและลดปัญหาเรื่องโรคของผลได้ ปลูกหลุมละ 1 ต้น


ระดับของการปลูกและการกระจายของรากต้นสตรอเบอรี่ที่เจริญเต็มที่

ต้นไหลที่จะนำมาปลูกควรมีขนาดพอเหมาะ คือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของต้นประมาณ 10 -13 มิลลิเมตร ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป การใช้ต้นไหลที่ผ่าน การเกิดตาดอกจากพื้นที่สูงจะทำให้ได้ผลผลิตเร็ว และมีช่วงการเก็บเกี่ยวยาวนานขึ้น

เมื่อปลูกต้นไหลแล้ว ระยะตั้งแต่เดือนตุลาคมไปจนถึงประมาณเดือนธันวาคม ต้นไหลบางพันธุ์จะผลิตส่วนไหลออกมาเรื่อยๆ ให้ชาวสวนเด็ดหรือตัดส่วนไหลออกให้หมดทุกต้น ไม่ควรเลี้ยงไหลไว้เพื่อใช้ปลูกต่อไป เพราะจะทำให้ต้นที่ย้ายปลูก (ต้นเดิมที่นำลงมาจากภูเขา)สร้างตาดอกรุ่นต่อมาช้าลง และทำให้ต้นโทรม ขาดความแข็งแรงได้ นอกจากนี้ยังจะกระทบกระเทือนต่อผลผลิตรวมทั้งแปลงอีกด้วย

การให้น้ำสตอเบอรี่
เนื่องจากสตรอเบอรี่เป็นพืชที่มีระบบรากตื้นอยู่ใกล้ผิวดิน จึงจำเป็นต้องระวังในเรื่องการให้น้ำเป็นพิเศษ ในช่วงสองสัปดาห์แรกหลังจากย้ายปลูกก่อนต้นตั้งตัว คือ เมื่อปลูกสตรอเบอรี่เสร็จแล้วให้รดน้ำทันที และเมื่อต้นสตรอเบอรี่โตมีระบบรากแข็งแรง ก็ให้รดน้ำด้วยบัวรดน้ำทุกวันๆละครั้งในกรณีที่ฝนไม่ตก หรือจะให้น้ำโดยการปล่อยน้ำเข้าท่วมทางเดินระหว่างแปลงปลูกจนกระทั่งดินอิ่มตัวก็ได้ อย่าปล่อยให้น้ำท่วมขังเป็นเวลานาน ควรปล่อยน้ำประมาณ 2 - 3 วัน/ครั้ง แต่วิธีนี้จะทำให้โรคจากแปลงหนึ่งกระจายไปสู่แปลงอื่นได้ การให้น้ำอีกวิธีก็คือ การใช้สปริงเกอร์ เป็นวิธีที่พอใช้ได้ แต่ต้นทุนสูง

การที่จะทราบว่าควรให้น้ำมากน้อยเพียงใดนั้น ให้ใช้การคาดนะเนดูความชื้นของดินเป็นเกณฑ์ สตรอเบอรี่เป็นพืชที่ต้องการความชื้นในดินอย่างสม่ำเสมอ หากดินมีความชื้นน้อยจนถึงแห้ง ต้นสตรอเบอรี่ก็ลดการเจริญเติบโตจนถึงหยุดเจริญเติบโตเมื่อดินแห้งจัด ในทางตรงกันข้ามเมื่อดินมีความชื้นมาก น้ำขัง รากสตรอเบอรี่ก็จะเน่าและตายได้ นอกจากนี้การรดน้ำที่มากเกินไปยังทำให้ลำต้นอวบน้ำ ใบมีขนาดใหญ่ การออกดอกลดลง สีของผลซีด ผลสดนิ่ม อายุผลสั้น มักเกิดการชอกช้ำและเชื้อราเข้าทำลายได้ง่าย ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด ฉะนั้นเมื่อผลสุกจึงควรเก็บผลก่อนที่จะให้น้ำ


การให้ปุ๋ยสตอเบอรี่
สตรอเบอรี่มีความต้องการธาตุอาหารทั้งในกลุ่มธาตุอาหารหลัก ได้แก่ ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโปแตสเซียม ในกลุ่มธาตุอาหารรอง ได้แก่ แมกนีเซียม แคลเซียม และธาตุอาหารเสริม คือ โบรอน เหล็ก และสังกะสี ซี่งโดยปกติทั้งกลุ่มธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม จะมีอยู่ในดินตามธรรมชาติอยู่แล้ว แต่จะมีมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสภาพของพื้นที่ในแต่ละแห่ง ธาตุอาหารที่มีมากหรือน้อยเกินไปจะส่งผลกระทบถึงปริมาณและคุณภาพผลผลิตของสตรอเบอรี่ ฉะนั้น การที่จะทราบว่าจะใส่ปุ๋ยสูตรอะไร อัตราเท่าใด จะต้องเก็บตัวอย่างดินของแปลงที่จะปลูกสตรอเบอรี่มาวิเคราะห์ เพี่อตรวจสอบว่าดินนั้นมีปริมาณธาตุอาหารอยู่ในดินปริมาณเท่าใด จะได้ใส่ปุ๋ยเพิ่มเติมในส่วนที่ดินยังขาดอยู่ นอกจากนั้นยังทำให้เราทราบสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินเพื่อที่จะได้ปรับสภาพความเป็นกรดเป็นด่างของดินให้เหมาะสมกับพืช สำหรับคำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีกับสตรอเบอรี่โดยทั่วๆไปนั้นให้ปฎิบัติดังนี้ คือ หลังจากปลูกไปแล้วประมาณ 20 วัน ให้ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 หรือ 9-24-24 ในอัตรา 5 - 10 กรัม/ต้น หรือประมาณ 20-25 กิโลกรัม/ไร่ และต่อจากนั้นไปอีก 10 วัน ให้ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 13-13-21 หรือ12-12-17+2 อย่างใดอย่างหนึ่ง ใส่ในอัตราส่วน 10 กรัม/ต้น/ครั้ง แบ่งใส่ 4 ครั้ง ห่างกันครั้งละ 7 - 10 วัน โดยวิธีโรยระหว่างแถวแล้วพรวนดินกลบ

การกำจัดวัชพืชสตอเบอรี่
การปล่อยให้มีวัชพืชขึ้นในแปลงสตรอเบอรี่ จะมีผลทำให้ผลผลิตลดลงได้ เนื่องจากวัชพืชเป็นตัวแย่งน้ำแย่งอาหาร ทั้งยังเป็นแหล่งสะสมโรคและแมลงที่จะระบาดทำความเสียหายให้แก่สตรอเบอรี่ด้วย เกษตรกรต้องหมั่นกำจัดวัขพืชอย่าสม่ำเสมอ พร้อมทั้วตัดแต่งใบและลำต้นแขนงที่ไม่สมบูรณ์ออกทิ้ง ซึ่งแต่ละกอควรเก็บหน่อไว้ประมาณ 6 - 8 หน่อ และอย่าทิ้งเศษพืชไว้ในแปลงปลูก เพราะจะทำให้เป็นที่สะสมโรค ควรเก็บเศษพืชอัดใส่ถุงปุ๋ยให้แน่นผูกปากถุงทิ้งไว้ เมื่อสลายตัวแล้วจะได้นำไปใช้เป็นปุ๋ยต่อไป

การปลูกเพื่อผลิตต้นไหลสตอเบอรี่
เกษตรกรผู้ปลูกสตรอเบอรี่อาจทำการผลิตต้นไหลสตรอเบอรี่เพื่อใช้ปลูกเอง หรือจะใช้ซื้อต้นไหลมาปลูกก็ได้ หากเกษตรกรจะทำการผลิตต้นไหลไว้ใช้ปลูกเองหรือเพื่อจำหน่ายให้กับเกษตรกรผู้ปลูกรายอื่นมีข้อควรพิจารณาดังนี้

ต้นแม่พันธุ์ ต้นแม่พันธุ์จะต้องมีลักษณะดี คือ มีการสร้างไหลที่แข็งแรงและปริมาณมากตรงตามสายพันธุ์ ให้ผลผลิตสูง ปลอดจากโรค โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส

พื้นที่ที่ผลิตต้นไหล พื้นที่ที่เหมาะสมกับการผลิตต้นไหลจะต้องสะอาดปลอดจากเชื้อสาเหตุของโรค โดยเฉพาะเชื้อราที่เป็นสาเหตุของโรคแอนแทรดโนส ใกล้แหล่งน้ำ สามารถนำน้ำมาใช้ได้ในช่วงฝนทิ้งช่วง การคมนาคมสะดวก สามารถขนย้ายวัสดุเพาะชำไปยังแปลงแม่พันธุ์ และขนส่งต้นไหลไปยังแหล่งปลูกได้โดยไม่บอบช้ำเสียหาย และที่สำคัญที่สุดก็คือ ความสูงของพื้นที่ จากสาเหตุที่เมื่อช่วงแสงของวันสั้นลงและอุณหภูมิของอากาศเย็นลง ทำให้ต้นสตรอเบอรี่เปลี่ยนสภาพการเจริญเติบโตทางด้านสร้างไหลต้นไหล เป็นสภาพการเจริญเติบโตทางสร้างตาดอก ซึ่งส่งผลให้ต้นสตรอเบอรี่ที่เจริญเติบโตบนภูเขาสร้างตาดอกได้เร็วกว่าต้นสต รอเบอรี่บนพื้นที่ราบ เป็นผลให้ผลผลิตสตรอเบอรี่ที่เกิดจากต้นสตรอเบอรี่ที่ผลิตบนภูเขาที่มีอากาศ หนาวเย็นออกสู่ตลาดได้เร็วกว่าผลผลิตสตรอเบอรี่พันธุ์เดียวกันที่เกิดจากต้น ที่ผลิตจากพื้นที่ราบ ประกอบกับสภาพดินบนที่สูงหรือภูเขามีการระบายน้ำได้ดีกว่าพื้นที่ราบ ปัญหาโรคมีน้อยกว่า ทำให้ต้นไหลแข็งแรงมีคุณภาพดี ด้วยเหตุนี้จึงต้องผลิตต้นไหลสตรอเบอรี่บนภูเขาที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล ไม่ต่ำกว่า 1,000 เมตร มีอากาศหนาวเย็น แล้วขนต้นไหลลงมาปลูกยังพื้นที่ราบ แต่ทั้งนี้แหล่งผลิตต้นไหลจะต้องไม่เป็นพื้นที่ภายในลุ่มน้ำที่ควรจะต้อง สงวนรักษาไว้เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธารโดยเฉพาะ
แรงงาน เนื่องจากกระบวนการผลิตต้นไหลสตรอเบอรี่เป็นงานที่ต้องใช้แรงงานมาก เริ่มตั้งแต่การเตรียมแปลงปลูกต้นแม่พันธุ์ การปลูกดูแลรักษาต้นแม่พันธุ์ บรรจุวัสดุเพาะชำลงถุง การรองไหล การตัดไหล และการขนย้ายเพื่อนำไปปลูก ดังนั้น ในการผลิตไหลจึงควรพิจารณาถึงแรงงานที่จะต้องใช้ด้วย

การเตรียมแปลงปลูกสตอเบอรี่
ดังได้กล่าวแล้วว่าความสูงของพื้นที่ที่ใช้ในการผลิตต้นไหลมีผลต่อคุณภาพของต้นไหลที่ผลิตได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการให้ผลผลิตเมื่อนำต้นสตรอเบอรี่ไปปลูก ดังนั้น เมื่อเราจำเป็นต้องทำการผลิตต้นไหลบนพื้นที่สูง ความลาดเทของพื้นที่ไม่ควรเกิน 15 % การเตรียมปลงปลูกต้องยกแปลงขวางแนวลาดเท (แบบขั้นบันได) เพื่อขจัดปัญหาการชะล้างและพังทะลายของดิน สำหรับการเตรียมดินก็ปฎิบัติเช่นเดียวกันกับการปลูกเพื่อต้องการผล


วิธีการปลูกสตอเบอรี่
จะเริ่มปลูกต้นแม่พันธุ์ประมาณเดือนพฤษภาคม ปลูกแบบแถวเดี่ยวห่างจากสันแปลงด้านระดับสูงประมาณ 15 ซม. เพื่อให้มีพื้นที่เหลือสำหรับวางถุงเพาะชำต้นไหลจากสายไหลที่ทอดลงมา เว้นระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 1 เมตร ระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 80 - 90 ซม. ในระยะแรกต้องบำรุงต้นแม่พันธุ์ให้แข็งแรงพร้อมทั้งตัดไหลที่ออกมาทิ้งให้หมด เพื่อให้ต้นแม่พันธุ์แตกกอประมาณ 4 -5 ต้น/กอ ประมาณเดือนกรกฎาคมจึงเริ่มปล่อยให้ต้นแม่พันธุ์แตกไหลได้ตามปกติ หลังจากที่ต้นไหลโตและเริ่มมีตุ่มรากเกิดขึ้น ให้นำถุงพลาสติกขนาด 3 x 5 นิ้ว ที่ใส่วัสดุปลูกจะเป็นดินล้วนหรือดินผสมก็ได้มารองรับต้นไหล แล้วใช้ไม้ไผ่เล็กๆพับกลางเสียบยึดสายไหลให้ติดกับดินในถุงพลาสติก รอจนต้นไหลสร้างรากและแข็งแรงดี ประมาณปลายเดือนสิงหาคมถึงต้นเดือนกันยายน จึงตัดต้นไหลออกจากต้ตแม่พันธุ์โดยตัดสายไหลที่เจริญมาจากต้นแม่ห่างจากต้นไหลประมาณ 3 เซนติเมตร เพื่อป้องกันโรคเข้าต้นไหลและใช้ในการจับระดับปลูก ส่วนไหลด้านปลายให้ตัดชิดต้นไหล

การผลิตไหลอีกลักษณะหนึ่งคือ เกษตรกรไม่ต้องใช้วัสดุเพาะชำรองไหลในช่วงแรก ปล่อยให้ต้นแม่แตกไหลไปเรื่อยๆแล้วใช้วิธีตลบไหลขึ้นแปลง เพื่อไม่ให้รากยึดเกาะกับดินในแปลง รอจนถึงช่วงกลางเดือนสิงหาคมจึงเริ่มรองไหล

ต้นแม่พันธุ์ 1 กอ จะสามารถผลิตไหลได้ประมาณ 15 - 20 สาย ซึ่งแต่ละสายจะมีต้นไหลประมาณ 10 ต้น ในการนำไปปลูกเกษตรกรจะต้องคัดเลือกต้นไหลที่ไม่แก่หรืออ่อนเกินไป จึงทำให้ในแต่ละกอมีต้นไหลที่สามารถปลูกได้ดีเพียง 40 - 60 ต้นเท่านั้น


การคัดเลือกต้นไหลคุณภาพดี
ในการคัดเลือกต้นไหลเพื่อนำมาปลูกเพื่อต้องการผลนั้นควรจะพิจารณาดังนี้

ต้องเป็นต้นไหลจากแหล่งผลิตที่เชื่อถือได้ โดยเฉพาะสภาพพื้นที่และภูมิอากาศของแหล่งที่ใช้ผลิต ต้องเป็นไปตามคำแนะนำเรื่องพื้นที่ที่จะผลิตต้นไหลและสายพันธุ์ตามที่ต้องการ

ต้องเป็นต้นไหลที่ไม่เป็นโรคหรือถูกแมลงทำลาย ส่วนใหญ่จะสังเกตได้จากลักษณะภายนอก เช่น อาการใบหงิก ใบม้วน การเปลี่ยนแปลงในเรื่องสีของใบ ใบเป็นจุด การควั่นรอบส่วนของไหลและส่วนก้านใบ เป็นต้น
มีระบบรากที่สมบูรณ์ สังเกตได้จากปริมาณรากที่เจริญอยู่ภายในถุงต้องมีมากพอ ไม่มีอาการเป็นปุ่มหรืออาการเน่าให้เห็นต้นและใบมีความสมบูรณ์ ปกติควรมีใบไม่น้อยกว่า 3 - 4 ใบ
อายุของไหลเหมาะสมกับช่วงเวลาปลูก ไม่อ่อนหรือแก่เกินไป คือ ใช้ต้นไหลต้นที่ 2 - 5 ของแต่ละสายเท่านั้น


โรค แมลง และศัตรูพืชสตอเบอรี่
สตรอเบอรี่เป็นพืชหนึ่งที่มีโรค แมลง และศัตรูรบกวนมาก นับตั้งแต่ระยะกล้าไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว การป้องกันตั้งแต่ระยะแรกจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง เพราะโรคของสตรอเบอรี่บางโรคการป้องกันไม่ให้เกิดโรคจะสามารถทำได้ง่ายกว่าการกำจัดหลังจากที่โรคระบาดทำความเสียหายแล้ว เช่น โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส

การป้องกันไม่ให้โรคและแมลงเข้าทำลายส่วนต่างๆของสตรอเบอรี่ทำได้หลายวิธี ได้แก่ การใช้พันธุ์ที่ต้านทานโรค ใช้ต้นไหลที่แข็งแรงจากต้นแม่พันธุ์ที่ปลอดโรคและต้านทานโรค ซึ่งได้จากวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ การจัดการเขตกรรมที่ดี มีการให้น้ำและปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสม การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยชีววิธี ก็จะสามารถลดปัญหาการเข้าทำลายของศัตรูสตรอเบอรี่ได้ระดับหนึ่ง ส่วนการใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดศัตรูสตรอเบอรี่นั้น เกษตรกรควรใช้เป็นทางเลือกสุดท้าย เพราะการใช้สารเคมีอย่างไม่ถูกต้องและเหมาะสม จะก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพทั้งของเกษตรกรและผู้บริโภค


โรคสตรอเบอรี่ที่สำคัญ
1.โรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส จะแสดงอาการใบหงิก ย่น หรือมีอาการใบด่าง ใบผิดรูปร่าง ใบม้วนขึ้น ต้นเตี้ย แคระแกรน ข้อสั้น ทรงพุ่มมีใบแน่นขนาดใบเล็กกว่าปกติ ต้นพืชอ่อนแอ ชะงักการเจริญเติบโตและทำให้ผลผลิตลดลง พบว่าแมลงพวกปากดูด ได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ และไส้เดือนฝอยบางชนิดเป็นพาหะของโรค โรคนี้เมื่อเกิดแล้วไม่สามารถรักษาให้หายได้ นอกจากการป้องกันโดยคัดเลือกกล้าที่ไม่เป็นโรค ซึ่งเกิดจากต้นแม่พันธุ์ที่ได้จากวิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมาปลูก ทำการอบดินเพื่อทำลายไส้เดือนฝอยที่เป็นพาหะของโรคไวรัส กำจัดแมลงพวกเพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน ซึ่งเป็นพาหะของโรค เมื่อพบว่ามีต้นที่แสดงอาการผิดปกติดังกล่าวให้ขุดออกไปเผาทำลายทันที และการบำรุงพืชให้แข็งแรงอยู่เสมอจะช่วยต้านทานเชื้อโรคได้


การป้องกันกำจัดแมลงพาหะของเชื้อไวรัสสตอเบอรี่
ใช้สารสกัดสะเดา ฉีดพ่นเพื่อขับไล่และยับยั้งการกินอาหาร การเจริญเติบโตของแมลง ได้แก่ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยไฟ
ใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลือง วิธีการนี้สามารถดักจับตัวเต็มวัยของแมลงศัตรูพืช เช่น เพลี้ยไฟ ผีเสื้อต่างๆที่เป็นตัวแก่ของศัตรูพืช ทำให้ลดปริมาณศัตรูพืชลงได้
สูตรผสมของกาวเหนียว

1. น้ำมันละหุ่ง 150 ซีซี.

2. ยางสน 100 กรัม

3. ขี้ผึ้งคาร์นาว่า 10 - 12 กรัม

วิธีทำ นำน้ำมันละหุ่งมาใส่ภาชนะตั้งไฟให้ร้อน มีไอขึ้นที่ผิวหน้า แล้วจึงทยอยใส่ผงยางสนและขี้ผึ่งคาร์นาว่าลงไป ใช้ไม้พายคนให้เข้ากันจนละลายหมด ใช้เวลาประมาณ 5 นาที อย่าใช้ไฟแรงนักเพราะจะทำให้ยางสนไหม้ หลังจากนั้นยกภาขนะลงวางในถังหรือกาละมังที่ใส่น้ำแข็งทุบเป็นก้อนเล็กๆ เพื่อให้ได้รับความเย็นอย่างรวดเร็ว จากนั้นบรรจุใส่ภาขนะปิดฝาให้แน่นเก็บไว้ใช้งาน

วิธีใช้ ใช้ภาชนะที่ใช้แล้ว เช่น กระป๋องน้ำมันเครื่องหรือแผ่นพลาสติกสีเหลือง (สีเหลืองจะช่วยดึงดูดแมลงตัวเต็มวัยให้บินเข้ามาติดกับดักและตาย) หุ้มด้วยพลาสติกใส เพื่อสะดวกในการเปลี่ยนกาวเมื่อกาวแห้งหรือปริมาณของแมลงหนาแน่น ทากาวเหนียวด้วยแปรงทาสีให้รอบ แล้วใช้แผ่นเหล็กหนาครึ่งหุนขนาด 1*3 นิ้ว ปาดกาวให้กาวติดบางที่สุด ไม่ให้ไหลเยิ้มเพื่อเป็นการประหยัดกาวที่ใช้

กาววางกับดักกาวเหนียวสีเหลือง ควรวางให้อยู่ระดับสูงเหนือยอดต้นสตรอเบอรี่ประมาณ 1 ฟุต ในฤดูหนาวซึ่งมีการระบาดของแมลงน้อย อาจวางกับดัก 15 - 20 กับดัก/ไร่ แต่ในฤดูร้อนและฤดูฝน ซึ่งจะมีการระบาดของแมลงศัตรูพืชควรวางกับดัก 60 -80 กับดัก/ไร่

2. โรคแอนแทรคโนส (โรคกอเน่า) เกิดจากเชื้อราคอลเล็คโตตริคัม จะแสดงอาการเริ่มจากแผลเล็กๆสีม่วงแดงบนไหล แล้วลุกลามไปตลอดความยาวของสายไหล แผลที่ขยายยาวมากขึ้นจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล รอบนอกของแผลเป็นสีเหลืองอมชมพูซีด แผลที่แห้งเป็นสีน้ำตาลทำให้เกิดรอยคอดของไหลบริเวณที่เป็นแผล ต้นไหลอาจจะยังไม่ตาย แต่เมื่อย้ายต้นไหลที่มีการติดเชื้อลงมาปลูกบริเวณพื้นราบ หากสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเขื้อ(อากาศร้อนชื้น) สตรอเบอรี่จะแสดงอาการใบเฉาและต่อมาจะเหี่ยวอย่างรวดเร็ว พบว่าเนื้อเยื่อส่วนกอด้านในมีลักษณะเน่าแห้ง มีสีน้ำตาลแดง หรือบางส่วนเป็นแผลขีดสีน้ำตาลแดง และต้นจะตายในที่สุด โรคนี้สามารถเกิดที่ผลสตรอเบอรี่ได้ด้วย พบอาการเป็นแผลลักษณะวงรี สีน้ำตาลเข้ม แผลบุ๋มลึกลงไปในผิวผล เมื่ออากาศชื้นสามารถมองเห็นหยดสีส้ม ซึ่งเป็นกลุ่มของสปอร์ขยายพันธุ์ของเชื่อราอยู่ในบริเวณแผล

การป้องกันกำจัด ในฤดูกาลผลิตผลสตรอเบอรี่ในช่วงเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน ควรวางแผนจัดการในการผลิตต้นไหลให้ปราศจากเชื้อโรคทั้งที่เป็นอาการแบบต่างๆของโรคแอนแทรคโนสที่ปรากฎให้เห็น ได้แก่ อาการโรคใบจุดดำ ขอบใบไหม้ แผลบนก้านใบ และแผลบนสายไหลตลอดจนต้นไหลที่มีการติดเชื้อแบบแฝง โดยที่ต้นไหลยังแสดงอาการปกติ แต่จะตายเมื่อมรการย้ายลงมาปลูกบริเวณพื้นที่ราบ ในสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญของเชื้อ

นอกจากนี้ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไป ในช่วงที่ต้นสตรอเบอรี่กำลังตั้งตัว และควรพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราคอลเล็คโตรตริคัมเป็นระยะๆจนสภาพอากาศหนาวเย็นลง ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่เหมาะสมต่อการเกิดเชื้อ

3.โรคใบจุด เกิดจากเชื้อรารามูลาเรีย โรคนี้จะปรากฎกับต้นแม่และต้นกล้า พบอาการระบาดรุนแรงในแปลงที่ปลูกกันมานาน การควบคุมโรคไม่ดีพอ แปลงที่มีวัชพืชมาก อาการเริ่มแรกจะเห็นแผลขนาดเล็กสีม่วงแก่บนใบ ต่อมาแผลขยายขนาด รอบแผลสีม่วงแดง กลางแผลสีน้ำตาลอ่อนถึงขาวหรือเทา แผลค่อนข้างกลมคล้ายตานก สีอาจเปลี่ยนไปบ้างแล้วแต่ความรุนแรงของโรคและการตอบสนองของพืช อาการอาจปรากฎบนก้านใบ หรือบางครั้งพบอาการที่ผลด้วย

การป้องกันกำจัด ถ้าพบอาการของโรคที่ใบให้เด็ดใบที่เป็นโรคออกแล้วนำไปเผาทำลาย อย่าทิ้งไว้บริเวณแปลงปลูกเพราะจะทำให้เป็นแหล่งสะสมของโรคต่อไป บำรุงพืชให้แข็งแรงในระยะปลูกเพื่อผลิตไหล อย่าปล่อยให้วัชพืชขึ้นรก เพราะวัชพืชเป็นแหล่งอาศัยของโรค ควรดูแลความสะอาดของแปลงอยู่เสมอ โดยเฉพาะช่วงฤดูฝน

4. โรคเหี่ยว เป็นผลมาจากอาการรากเน่าโคนเน่า ซึ่งเกิดจากเชื้อราไฟทอปทอร่า จะพบการตายของราก โดยเริ่มจากปลายรากแล้วลุกลามต่อไปรากแขนงจะเน่าบริเวณท่อน้ำท่ออาหารเป็นสีแดง อาการเน่าสามารถลามขึ้นไปจนถึงโคนต้น ถ้าหากอาการไม่รุนแรงพืชจะแสดงอาการเพียงแคระแกรน แต่ถ้าอาการรุนแรงจะเหี่ยวทั้งต้น ใบเป็นสีเหลืองจนถึงสีแดง และทำให้พืชตายได้ภายใน 2 - 3วัน เมื่อถอนต้นดูพบว่าก้านใบจะหลุดออกจากกอได้ง่าย ท่อลำเลียงภายในรากถูกทำลายจนเน่าทั้งหมด

การป้องกันกำจัด การควบคุมโรคที่เกิดกับรากสตอเบอรี่
ควรปฎิบัติดังนี้

หลีกเลี่ยงการปลูกสตรอเบอรี่ซ้ำในที่ที่มีโรคระบาดติดต่อกันหลายปี ควรปลูกพืชหมุนเวียนเพื่อช่วยตัดวงจรของโรค และสร้างความสมดุลย์แก่ธาตุอาหารในดิน

ในการเตรียมดิน ควรไถดินผึ่งทิ้งไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ก่อนเตรียมแปลงปลูก ดินต้องโปร่ง มีการระบายน้ำดี มีการปรับปรุงโครงสร้างของดินให้ดีขึ้น โดยใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก

เมื่อเริ่มพบอาการของโรครากเน่าเกิดขึ้น ให้ขุดต้นนั้นเผาทำลาย อย่าทิ้งไว้ในบริเวณแหล่งปลูก แล้วใช้สารเคมีฉีดพ่นหรือราดลงดินบริเวณหลุมที่ขุดออกและต้นที่อยู่ใกล้เคียง อนึ่ง การใช้สารเคมีฆ่าเชื้อในดินจะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ จุลินทรีย์อื่นๆที่มีประโยชน์ที่อาศัยในดินอาจถูกทำลายไปด้วย จึงแนะนำให้ใช้เฉพาะจุดที่โรคระบาดเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น

การใช้เชื้อจุลินทรีย์ต่อต้านเชื้อที่ เป็นสาเหตุของโรค เช่น เชื้อราไทรโคเดอร์มาเป็นเชื้อราปฎิปักษ์ที่สามารถควบคุมเชื้อราไฟทอปทอร่า ที่ทำให้เกิดโรคเน่าโคนเน่าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดนนำเชื้อราไทรโคเดอร์มาที่เจริญบนเมล็ดข้าวฟ่างผสมกับรำและปุ๋ยหมักตาม อัตราส่วนที่กำหนด มาคลุกกับดินในสภาวะชุ่มชี้นราว 1 - 2 สัปดาห์ก่อนปลูก
ข้อควรระวังในการใช้เชื้อราไทรโคเดอร์มา

ไม่ใช้เชื้อราไทรโคเดอร์มาควบคุมโรคพืชในบริเวณที่ดินแฉะ
ไม่ควรใช้สารกำจัดวัชพืชในแปลงที่มีการใช้เชื้อราไทรโคเดอร์มา


การใช้สารเคมีควบคุมโรคสตรอเบอรี่
สารฆ่าเชื้อราส่วนใหญ่ไม่มีอันตรายหรือมีน้อยมากต่อมนุษย์และสัตว์เลี้ยง แต่บางชนิดอาจมีอาการระคายเคืองต่อผิวหนัง (ผู้ฉีดพ่นสารเคมี) และบางชนิดอาจมีผลต่อการเกิดเซลมะเร็ง (ผู้บริโภค) ซึ่งยังไม่เป็นที่ทราบกันแต่ชัด ดังนั้น การใช้สารเคมีจึงต้องทำด้วยความระมัดระวังในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว โดยเลือกชนิดที่ไม่ปรากฎคราบของสารบนผล และดูค่าความปลอดภัยจาก LD50 (คือ ค่าของระดับความเป็นพิษที่หนูตาย 50 เปอร์เซนต์ (มก./กก.ของน้ำหนักตัว) สารที่มีค่าLD50 ต่ำจะเป็นสารที่มีพิษร้ายแรงกว่าสารที่มีค่า LD50 สูง) ในการฉีดพ่นทุกครั้ง ดังนี้


ตารางที่ 1 สารเคมีบางชนิดที่ใช้สำหรับควบคุมโรคใบจุดใบไหม้
ชื่อสามัญ
ประเภท
LD50(มก./กก.)
โปรพิเนป
สัมผัส
8,500
แมนโคเซ็บ
สัมผัส
8,000
ซิเนบ
สัมผัส
5,200
คลอโรธาโลนิล
สัมผัส
10,000
ไตรไฟรีน
ดูดซึม
16,000
คาร์เบนดาซิม
ดูดซึม
15,000


ตารางที่ 2 สารเคมีบางชนิดที่ใช้สำหรับโรคเหี่ยวและโรคผลเน่าที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปทอร่า
ชื่อสามัญ
ประเภท
LD50(มก./กก.)
ฟอสทิล อลูมิเนียม
ดูดซึม
5,800
เมทาแลกซิล
ดูดซึม
669
โปรพาโมคาร์ไฮโดรคลอไรด์
ดูดซึม
2,000
เมทาแลกซิล+แมนโคเซ็บ
ดูดซึมและสัมผัส
669
ไซมอกชามิล+แมนโคเซ็บ
ดูดซึมและสัมผัส
1,100
แมนโคเซ็บ
สัมผัส
8,000

ตารางที่ 3 สารเคมีบางชนิดที่ใช้ควบคุมโรคราแป้ง
ชื่อสามัญ
ประเภท
LD50(มก./กก.)
ไพราโซฟอส
ดูดซึม
415 - 778
บีโนมิล
ดูดซึม
10,000
ไตรดีมอร์ฟ
ดูดซึม
1,112
กำมะถัน
สัมผัส
-
ไตรไฟรีน
ดูดซึม
16,000

ตารางที่ 4 สารเคมีบางชนิดที่ใช้ควบคุมโรคแอนแทรคโนสที่เกิดกับไหลและทำให้ผลเน่า ซึ่งเกิดจากเชื้อราคอลเล็คโตรตริคัม
ชื่อสามัญประเภทLD50(มก./กก.)
บีโนมิล
ดูดซึม
3,820
คาร์เบนคาซิม
ดูดซึม
15,000
ไตรโฟรีน
ดูดซึม
16,000
คลอโรธาโลนิล
สัมผัส
10,000
โปรพิเนบ
สัมผัส
8,500
แมนโคเซ็บ
สัมผัส
8,000



หมายเหตุ การใช้สารเคมีให้ได้ผลดี นอกจากจะเลือกชนิดของสารให้ถูกต้องกับโรคแล้ว ควรผสมสารให้ถูกต้องตามฉลากระบุ คนให้กับน้ำ ใช้สารจับใบที่มีประสิทธิภาพสูงผสมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในหน้าฝน การใช้สารเคมี 2 ชนิดที่แตกต่างกันฉีดพ่นสลับกัน จะช่วยลดการดื้อยาของเชื้อโรคได้


ศัตรูสตรอเบอรี่ที่สำคัญ
1. ไรสองจุด เป็นศัตรูที่สำคัญของการผลิตผลสตรอเบอรี่ ไรจะดูดน้ำเลี้ยงจากใบสตรอเบอรี่โดยเฉพาะบริเวณใต้ใบ ทำให้ผิวใบบริเวณที่ไรดูดทำลายมีลักษณะกร้าน ใต้ใบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง ผิวใบด้านบนจะเห็นเป็นจุดด่างขาวเล็กๆกระจายอยู่ทั่วไป เมื่อการทำลายรุนแรงขึ้น จุดด่างขาวเล็กๆเหล่านี้จะค่อยๆแผ่ขยายติดต่อกันไปเป็นบริเวณกว้าง จนทำให้ทั่วทั้งใบมีลักษณะเหลืองซีด ใบร่วง เป็นผลทำให้สตรอเบอรี่ชงักการเจริญเติบโต ต้นแคระแกรน ให้ผลผลิตน้อยลง พบระบาดมากในสภาพอากาศแห้งความชื้นต่ำ


ไรสองจุด

ความสูญเสียระดับเเศรษฐกิจเนื่องจากการทำลายของไรสองจุดบนใบสตรอเบอรี่ในหน้าหนาว คือ 20 -25 ตัว/ใบ แต่ในหน้าร้อนจะอยู่ที่ 50 ตัว/ใบ การป้องกันให้ใช้สารฆ่า"รโปรปาไจท์ ฉีดพ่นในช่วงที่ไม่มีแสงแดดจัด และควรสลับชนิดของสารฆ่าไรเพื่อป้องกันการดื้อยา ไม่ควรใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชแบบครอบจักรวาล ให้เลือกใช้สารที่จำเพาะเจาะจงและเป็นสารที่มีพิษย้อยต่อตัวห้ำตัวเบียน ศัตรูธรรมชาติที่สำคัญของไรสองจุด ที่พบในแปลงสตรอเบอรี่ ได้แก่ ไรตัวห้ำ ซึ่งมีรายงานค้นพบว่ามีประสิทธิภาพสามารถควบคุมไรสองจุดได้ดี นอกจากนั้น การให้น้ำแบบใช้สปริงเกอร์จะช่วยลดประชากรไรได้ เพราะจะเป็นการชะล้างไรให้หลุดจากใบพืช ชะล้างฝุ่นละอองที่ไรชอบหลบอาศัยอยู่ และเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมให้ชุ่มชื้น เหมาะกับการอยู่อาศัยของศัตรูธรรมชาติของไร หมั่นทำความสะอาดแปลง ไม่ให้มีวัชพืชขึ้นในแปลงปลูก และไม่ควรปลูกพืชผักโดยเฉพาะ เช่น กระเทียม ขึ้นฉ่าย แซมในแถวปลูกสตรอเบอรี่ เพราะเป็นการเพิ่มพืชอาศัยให้ไรสองจุด

2. หนอนด้วงขาว เป็นหนอนของด้วงปีกแข็ง ตัวสีขาว ปากมีลักษณะปากกัด สีน้ำตาลอ่อน เจริญเติบโตจากไข่ที่อยู่ใต้ดิน จะเริ่มกัดกินรากสตรอเบอรี่ในช่วงปลายฤดูฝน ทำให้รากไม่สามารถดูดน้ำได้ เมื่อใบคายน้ำจึงทำให้ใบเหี่ยว รูใบปิด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไม่สามารถฟุ้งกระจายเข้าสู่ใบ การสังเคราะห์แสงจะลดลง ทำให้ต้นสตรอเบอรี่อ่อนแอ ชงักการเจริญเติบโต เมื่อพบอาการดังกล่าวให้ขุดหาหนอนแล้วทำลาย ในการเตรียมแปลงให้ย่อยดินให้ละเอียด โดยเฉพาะพื้นที่เปิดใหม่ใกล้ป่าหรือใกล้กองปุ๋ยหมัก ใช้สารเคมีประเภทคลอร์ไพริฟอสราดบริเวณที่พบ สารเคมีดังกล่าวเป็นสารเคมีกำจัดแมลงประเภทสัมผัสและกินตาย มีพิษตกค้าง 20 - 25 วันในดิน
หนอนด้วงขาว


3. เพลี้ยอ่อน เป็นแมลงปากดูด จะดูดน้ำเลี้ยงของใบ ก้านใบ ด้านท้ายลำตัวเพลี้ยอ่อนมีท่อยื่นออกมา 2 ท่อ ใช้ปล่อยสารน้ำหวานเป็นอาหารของเชื้อรา ทำให้พืชสกปรกเกิดราดำ พืชสังเคราะแสงได้ลดลง ทำให้ชงักการเจริญเติบโต ใบหงิกย่น เพลี้ยอ่อนจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มตามส่วนยอดช่อดอกและขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว

นอกจากศัตรูดังกล่าวแล้ว บางพื้นที่ยังพบว่าทากและหนูเป็นศัตรูสำคัญที่เข้าทำลายผลสตรอเบอรี่ได้


การติดดอกออกผล และการเก็บเกี่ยวสตอเบอรี่
ต้นสตรอเบอรี่จะเริ่มแทงช่อดอกประมาณเดือนพฤศจิกายน เมื่ออุณหภูมิลดต่ำลงและช่วงแสงของวันสั้นเข้า คือ ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากปลูก เมื่อดอกบานมรการผสมเกสรแล้วประมาณหนึ่งเดือน ผลจะเริ่มทยอยแก่พร้อมที่จะเก็บเกี่ยวได้ โดยผลสุกมากที่สุดในช่วงเดือนมีนาคมและจะวายประมาณปลายเดือนเมษายน

การเก็บผลผลิตควรเก็บช่วงที่มีอากาศเย็น คือ ตอนเช้ามืดในสภาพอากาศแห้ง เมื่อเก็บแล้วไม่ควรให้ผลถูกแสงแดด เนื่องจากผลสตรอเบอรี่มีอัตราการหายใจสูง เมื่อถูกแสงแดดจะทำให้ผลเน่าเร็ว ในต้นหนึ่งๆจะมีผลสุกแตกต่างกัน ควรเลือกเก็บผลที่มีความแก่ตามที่กำหนดไว้เท่านั้น เก็บทุก 1 - 2 วัน โดยใช้ส่วนเล็บหัวแม่มือและนิ้วชี้เด็ดออกจากขั้ว หรือใช้กรรไกรชนิดที่ตัดขั้วผลและหนีบส่วนขั้วผลได้ด้วย ทำให้ผลสามารถติดมากับกรรไกรได้ นับว่าเป็นวิธีที่ทำให้ผลและต้นสตรอเบอรี่ไม่ชอกช้ำ ภาชนะที่ใช้บรรจุสตรอเบอรี่ขณะเก็บผลในแปลง ควรใช้ภาชนะทรงตื้นมีขนาดที่พอเหมาะ สามารถคัดเลือกคุณภาพของผลได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนภาชนะ เพื่อให้มีการจับต้องผลให้น้อยครั้งที่สุด และไม่ควรบรรจุผลสตรอเบอรี่มากเกินไป เพราะจะเกิดการกดทับทำให้ผลช้ำได้ ถึงแม้ว่าสตรอเบอรี่จะเป็นผลไม้ชนิดบ่มไม่สุก แต่สตรอเบอรี่สามารถมีสีแดงเพิ่มขึ้นได้หลังจากเก็บเกี่ยว ดังนั้นสตรอเบอรี่ที่เก็บเกี่ยวในขณะที่ผลยังไม่แดงทั้งผลจึงสามารถแดงพอดีเมื่อถึงตลาดปลายทาง การเก็บเกี่ยวผลสตรอเบอรี่ที่มีผิวสีแดง 100 เปอร์เซนต์ จะทำให้การเกิดช้ำและมีเชื้อราเข้าทำลายระหว่างการขนส่งได้ง่าย การเก็บเกี่ยวผลิตเกษตรกรจะต้องคำนึงถึงความต้องการของตลาด ทั้งในเชิงคุณภาพและปริมาณ ซึ่งขึ้นอยู่กับประเภทของตลาดว่าจะเป็นตลาดเพื่อโรงงานแปรรูปหรือตลาดเพื่อการบริโภคสด

กำหนดเชิงคุณภาพของสตรอเบอรี่เพื่อส่งจำหน่ายโรงงานแปรรูปสตอเบอรี่
1. รูปทรงของผลสตรอเบอรี่เป็นปกติ ไม่บิดเบี้ยว ตรงตามสายพันธุ์ (มีเปอร์เซนต์เนื้อภายหลังการตัดแต่งสูง เนื้อภายในมีสีแดง ผลไม่กลวง)

2.ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของผลไม่ต่ำกว่า 2 เซนติเมตร

3.ความยาวของก้านผลไม่เกิน 1.5 เซนติเมตร

4.ผลไม่แสดงอาการเน่า ช้ำ หรือเสียหายเพราะถูกทำลายจากศัตรูพืช

5.ผลมีสีแดงหรือสีชมพู และมีส่วนสีขาวได้ไม่เกินหนึ่งในห้าส่วนของทั้งผล


ข้อกำหนดเชิงคุณภาพของสตรอเบอรี่เพื่อตลาดบริโภคสด
ผลสตรอเบอรี่ต้องสะอาด มีสีสด ความแน่นเนื้อและความหวานสูง ผิวเป็นมัน รูปทรงของผลเป็นปกติ ไม่บิดเบี้ยว การเรียงตัวของเมล็ดเป็นระเบียบ มีกลิ่นหอม และมีกลีบเลี้ยงติดมาด้วย กลีบเลี้ยงมีสีเขียวไม่แห้งขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของผลมากกว่า 2.5 เซนติเมตรผลไม่มีรอยแผล เน่า ช้ำ หรือเชื้อราควรเก็บเกี่ยวผลที่มีสีแดงอย่างน้อย 60 เปอร์เซนต์ แต่ไม่เกิน 80 เปอร์เซนต์ผลสตรอเบอรี่ที่อยู่ในภาชนะบรรจุเดียวกัน ควรมีสีและขนาดสม่ำเสมอ

มาตรฐานของผลสตรอเบอรี่ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของผล (ซม.)
เกรดพิเศษ
มากกว่า 3.75 เซนติเมตร
เกรด 1
3.25 - 3.75 เซนติเมตร
เกรด 2
2.80 - 3.25 เซนติเมตร
เกรด 3
2.50 - 2.80 เซนติเมตร


การบรรจุและการขนส่งผลผลิตสตอเบอรี่
เนื่องจากผลผลิตสตรอเบอรี่บอบช้ำง่าย โดยเฉพาะถ้าเส้นทางคมนาคมไกลและไม่ดีเท่าที่ควร ดังนั้น การบรรจุผลสตรอเบอรี่จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เมื่อเก็บผลมาแล้วต้องคัดแยกคุณภาพ บรจุหีบห่อและส่งจำหน่ายให้เร็วที่สุด ภาชนะที่บรรจุต้องไม่มีส่วนที่แหลมคม ซึ่งจะทำให้ผลเสียหาย การวางผลจะต้องวางไม่เกินสองชั้น ถ้าพบว่ามีผลเสียควรคัดออกทันที เพื่อป้องกันผลข้างเคียงพลอยเน่าเสียตามไปด้วย


การบรรจุหีบห่อผลสตรอเบอรี่ที่ดีต้องคำนึงถึงลักษณะดังต่อไปนี้ คือ
มีความสวยงาม สะอาด เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคเป็นภาชนะที่เมื่อบรรจุผลแล้ว ผู้ซี้อสามารถมองเห็นคุณภาพของผลสตรอเบอรี่ได้เป็นภาชนะที่สามารถป้องกันอันตรายของผลสตรอเบอรี่ได้เนื่องจากการบรรจุและขบวนการขนส่งจากแหล่งปลูกถึงผู้บริโภค

ทำการบรรจุผลได้อย่างรวดเร็ว ไม่เป็นการเพิ่มแรงงานในการบรรจุมีความคงทนและราคาไม่แพงมากนัก
เนื่องจากสภาพอากาศในประเทศไทยร้อน ภาชนะบรรจุต้องมีรูระบายอากาศ เพื่อป้องกันการสะสมไอน้ำและความร้อน
สำหรับระบบการบรรจุหีบห่อผลสตรอเบอรี่ในปัจจุบันยังไม่มีรูปแบบที่แน่นอน กล่าวคือ การจำหน่ายตามตลาดท้องถิ่นหรือขายส่งตลาดกรุงเทพฯ มักจะบรรจุในตะกร้าพลาสติกโปร่งทรงตื้น มีฝาปิด ใช้ใบสตรอเบอรี่ที่สะอาดตัดก้านออกแล้วผึ่งพอใบสลด เพื่อให้ปริมาณน้ำในใบลดลง ไม่ทำความเสียหายกับผลสตรอเบอรี่ รองสลับชั้นระหว่างผลสตรอเบอรี่เพื่อป้องกันการชอกช้ำระหว่างการขนส่ง หรือบรรจุในกล่องกระดาษ ซึ่งด้านบนเป็นพลาสติกใส ทำให้มองเห็นผลสตรอเบอรี่ภายในได้ชัดเจน ส่วนระบบของมูลนิธิโครงการหลวง จะบรรจุผลสตรอเบอรี่ลงในถาดโฟมหรือภาชนะพลาสติกเจาะรู โดยแต่ละถาดบรรจุผลสตรอเบอรี่ได้ประมาณ 250 กรัม การเรียงผลในถาดโฟมจะเรียงชั้นเดียว ส่วนภาชนะพลาสติกจะเรียง 2 ชั้น แล้วคลุมด้วยแผ่นพลาสติกพีวีซี.หนา 25 ไมครอน ดึงให้ตึง บรรจุถาดโฟมหรือภาชนะพลาสติกลงในกล่องกระโาษซึ่งบรรจุได้ 4 หรือ 8 ถาด เพื่อลดการกระทบกระเทือนของผล

บทบาทและความสำคัญของสตรอเบอรี่
สตรอเบอรี่เป็นพืชที่น่าสนใจ เนื่องจากให้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาอันสั้น ในพี้นที่ 1 ไร่สามารถปลูกสตรอเบอรี่ได้ผลผลิตประมาณ 2,500 - 3,000 กิโลกรัม ราคาที่เกษตรกรขายเพื่อบริโภคสดในปัจจุบันประมาณกิโลกรัมละ 40 -50 บาทสำหรับผลผลิตที่ขายส่งโรงงานแปรรูป ราคาประมาณกิโลกรัมละ 10 - 15 บาท นอกจากนี้ผลสตรอเบอรี่ยังสามารถแปรรูปเป็นอุตสาหกรรมในครัวเรือนไว้จำหน่ายได้อีกด้วย เช่น ทำแยม ไวน์ สตรอเบอรี่แห้ง เป็นต้น

สตรอเบอรี่นอกจากเป็นอาหารแล้วยังใช้เป็นสมุนไพรได้ เนื่องจากผลสตรอเบอรี่อุดมด้วยวิตามินซีและธาตุเหล็ก มีคุณประโยชน์ต่อระบบเลือดและหัวใจ ลูกสีแดงสดอุดมด้วยซูเปอร์ไฟเบอร์เพคติน ซึ่งสามารถช่วยลดปริมาณโคเลสเตอรอลได้ระดับหนึ่ง นอกจากนั้นยังช่วยให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก มีสรรพคุณเป็นยาระบายอย่างอ่อน ยาขับปัสสาวะและสามารถยับยั้งสารก่อมะเร็งกลุ่มไนโตรซามึนได้ (สารกลุ่มนี้กระตุ้นการเกิดมะเร็งในลำไส้) เนื่องจากมีโพลีฟินอลปริมาณสูง



ที่มา 
สตรอเบอรี่  กรมส่งเสริมการเกษตร (เนียน คุ้นวงศ์)
 สถิติจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร